ภาษีธุรกิจ

ภาษีธุรกิจ คืออะไรและมีอะไรบ้างใครควรที่ต้องรู้เกี่ยวกับภาษี

วันนี้เรามีคำตอบ หลายๆคนอาจจะมองว่า เรื่องภาษีเป็นเรื่องที่ปวดหัว พอสมควร เพราะเป็นเรื่องยุ่งยาก จุกจิกและมีรายละเอียด ยิ่งโดยเฉพาะ ในกลุ่มของผู้ประกอบการ ธุรกิจด้วยแล้ว ในยุคนี้รับรองว่า คุณคงหนีไม่พ้น การปวดหัวจากเรื่องภาษีแน่นอน สำหรับใครที่ ยังไม่เคยมีความรู้เรื่องนี้มาก่อน เราแนะนำ ให้เริ่มทำความรู้จัก คำว่าภาษีให้มากขึ้น กว่านี้เพราะว่าภาษีเป็นสิ่งสำคัญ ที่คนทำธุรกิจต้องรู้ ซึ่งมีอะไรบ้าง เรามาพูดคุยกันในวันนี้

ภาษีธุรกิจคืออะไร สำหรับ ใครที่เริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ อาจจะมองว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องหนักใจ พอสมควรเพราะ ภาษีธุรกิ จมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และวุ่นวายทำให้หลายคนเข้าใจ เลี่ยงจะไม่จ่ายไปซะอย่างนั้น หรือบางธุรกิจอาจจะ ตัดสินใจ จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี และเรื่องภาษีโดยตรง เพื่อไม่ให้ มีปัญหาตามมาในภายหลัง

เพราะการจ่ายภาษี สำหรับเจ้าของธุรกิจ แล้วอาจจะงงว่าทำไม เราต้องจ่ายภาษี เราจ่ายไปเพื่ออะไร ซึ่งภาษีจริงๆแล้ว ก็คือสิ่งที่รัฐบาล ได้เรียกเก็บจากประชาชน แต่ไม่ได้มีสิ่งใด ตอบแทน แล้วแต่หากเราไม่จ่าย ล่ะแน่นอนว่า หากคุณไม่จ่ายภาษี ถือว่าผิดกฎหมาย แน่นอนเพราะกฎหมาย ได้กำหนดไว้แล้วว่า ผู้ที่ทำธุรกิจ ทุกคนจะต้องมีหน้าที่จ่ายภาษี และต้องคำนวณภาษี เพื่อแจ้งกับกรมสรรพากรอีกด้วย

สำหรับในส่วนของภาษีธุรกิจ นั้นแบ่งได้ออกเป็น 5 ประเภทหลักๆ โดยจะต้องชำระ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ได้แก่

ภาษีธุรกิจ

 ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือเรียกอีกอย่างว่า ภาษีประมวลรัษฎากร คือจะเป็นภาษีที่เก็บจากนิติบุคคลที่ มีหน้าที่ที่ต้องจ่ายภาษี ตามที่กฎหมาย ได้กำหนดเอาไว้ ซึ่งสำหรับภาษีชนิดนี้ คุณทำธุรกิจ ที่มาในนามของบริษัท หรือพวกห้างหุ้นส่วนจำกัด นั่นหมายความว่า กิจการของคุณ ในตอนนี้มีหน้าที่ ต้องเสียภาษีนิติบุคคล ซึ่งภาษีเงินได้  ส่วนบุคคลแบ่งได้อีก 2 ประเภท ได้แก่แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด 50 โดยจะต้องยื่นหลัง ที่ปิดระบบของบัญชี ภายใน 150 วัน แบบที่ 2 ภาษี แบบ ภ.ง.ด 51 โดยจะต้องยื่น 2 เดือน หลังจากมีการปิด ระบบยอดของบัญชี

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ภาษีหัก ณที่ จ่าย ซึ่งชื่อได้บอกตามตัว อยู่แล้วนั่น ก็คือภาษี ที่ได้ถูกหักไว้ ล่วงหน้า หรือจะเรียกว่าวิธีที่ ธุรกิจของเราได้ จ่ายเงินค่าภาษี ไว้ล่วงหน้า โดยที่ภาษี ประเภทนี้ หรืออาจจะพูดให้เข้าใจ ได้อย่างสั้นๆก็คือ ภาษีที่ได้ถูกหัก จากที่ผู้จ่ายได้จ่ายเอาไว้ นั่นเอง และยังเหมือนวิธี กับการออมเงิน อีกด้วย ซึ่งภาษีประเภทนี้ ตัวเงิน จะถูกกำหนดตามที่ กฎหมายได้กำหนดเอาไว้

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

            ภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็คือภาษีที่ได้เก็บ จากคนที่ทำธุรกิจ คนที่จะถูกเก็บ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เหล่านี้ จะต้องเป็นผู้ประกอบการ ที่ได้มีการนำเข้าสินค้า และบริการ จากต่างประเทศ และยังเป็นผู้ให้บริการ ด้านการขายส่ง และขายปลีก และมี         การนำเข้า โดยจะต้องมีรายได้ ทั้งหมดตั้งแต่ 1,800,000 บาทขึ้นไป

ในส่วนนี้ จะไม่นับรวม เพียงแค่บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล เพราะหากคุณสังเกต ดีแล้วในทุกวัน คนเราจะมีการใช้จ่ายสินค้าและบริการ  อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตามห้างสรรพสินค้า การกินเที่ยวทั่วไป หากคุณได้สังเกตบิล หรือใบเสร็จตอนที่จ่าย นั่นก็คือสามารถ เรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ใบกำกับภาษี ซึ่งใบกำกับภาษี ตัวนี้จะมีตัวเลข แสดงจำนวนเงิน ว่ามีภาษีมูลค่าเพิ่มเ ท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น ซื้อกระเป๋าในราคา 1,100 บาท แต่เราเห็น บน ป้ายราคาสินค้าเพียงแค่ 1,000 บาทดังนั้น กระเป๋าใบนี้ จึงมีมูลค่าเพิ่มทั้งหมด 100 บาท ดังนั้น นี้ก็คือภาษีมูลค่าเพิ่ม นั่นเองแต่สำหรับใคร  ที่กำลังทำธุรกิจใหญ่ๆอยู่ การยื่นภาษีประเภทนี้ จะต้องยื่นแบบภพ 30 ได้ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ภาษีธุรกิจเฉพาะ

สำหรับภาษีประเภทนี้ จะเป็นภาษีที่ได้ถูก จัดอยู่ในส่วน ของภาษี ที่เฉพาะเจาะจง ประกอบไปด้วย เช่น กิจการธนาคารพาณิชย์ต่างๆ โรงรับจำนำ หรืออสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งภาษีธุรกิจ เฉพาะก็คือภาษี อีกประเภทหนึ่ง ที่ไว้สำหรับจัดเก็บ กิจการเฉพาะ  หรือสินค้า ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว จะต้องยื่นแสดง แบบรายการ ตรวจสอบภาษี ภ.ธ. 40 หากไม่มี การขายอสังหา หรือมีการกู้ยืมเงิน จะต้องเสียภาษี อัตรา 33%

อากรแสตมป์

อากรแสตมป์ สำหรับอากร แสตมป์เป็นภาษี อีกประเภทหนึ่ง ที่อาจจะดูมีค่าใช้จ่าย ไม่มากนัก แต่ก็ถูกจัดว่าเป็น ภาษี ตามประมวลรัษฎากร อีกเช่นเดียวกัน โดยภาษีอากร แสตมป์นี้ จะเรียกเก็บ ก็ต่อเมื่อมีการทำ สารระหว่าง กันประกอบไปด้วย 28 ลักษณะ ตามที่ได้ถูกกำหนด ไว้ในบัญชีภาษี อากรแสตมป์ และจะแสดงการขีดฆ่า เพื่อให้เห็นถึงว่า

แสตมป์นี้ได้ ถูกใช้ไปแล้ว โดยเราจะเรียก รูปแบบนี้ว่าตราสาร โดยที่หากเอกสาร ที่ต้องมีการเสีย ค่าอากรแสตมป์ตามที่ ได้ถูกกำหนด เอาไว้ในบัญชี อากรแสตมป์ประเภทนี้จะถูกเรียกว่าสัญญา เช่น จำพวก สัญญาเช่าที่เช่าซื้อทรัพย์สินกู้ยืมและอื่นๆ

อย่างไรก็ตามการทำธุรกิจของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน แน่นอนว่าความแตกต่าง ในเรื่องภาษีก็เช่นเดียวกันระหว่างภาษี ธุรกิจ ของคานขายสินค้า กับธุรกิจของการบริการ อาจจะดูแล้ว เหมือนมีการเสีย ภาษีที่คล้ายๆกัน แต่ความเป็นจริง แล้วทั้งสองแบบ มีรายละเอียด ในการเสียภาษี ที่แตกต่างกัน โดยหลักๆ สำหรับธุรกิจที่ทำ การขายสินค้า จะต้องเสียภาษี 4 ตัวหลักๆ

ยกเว้น เพียงแต่ธุรกิจ ที่ทำจำเพาะเจาะจง และยังมี การยกเว้นธุรกิจ ประเภท การขายสินค้า อสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจจำเพาะ อีกด้วย

กิจการ และธุรกิจที่ต้อง เสียภาษีธุรกิจจำเพาะ จะแบ่งออกได้เป็น หลักๆดังต่อไปนี้

1.โรงรับจํานํา

2.ธนาคารตามที่กฎหมาย ได้กำหนดว่าเป็นธนาคาร และรูปแบบพาณิชย์

3.การประกอบธุรกิจ เกี่ยวกับด้านหลักทรัพย์ เงินทุน หรือ จำพวกเครดิตฟองซิเอร์

4.ธุรกิจประเภท ประกันชีวิต

5.ธุรกิจและกิจการ ประเภทธนาคารพาณิชย์ ยกตัวอย่าง เช่นการกู้ยืมเงิน แลกเปลี่ยนเงินตรา รับส่งพัสดุ ต่างประเทศ กิจการที่รับส่งเงิน ในต่างประเทศอีกด้วย

สำหรับในส่วนของธุรกิจ ที่จะสามารถ ประกอบกิจการ เหมือนเยี่ยงอย่าง ธนาคารพาณิชย์ ได้ก็ต่อเมื่อ  ทางด้านอธิการบดีกรมสรรพากร ได้มีการเสนอชื่อ ให้แก่คณะกรรมการ ได้พิจารณา แม่กำหนด โดยจะต้อง เป็นไปตามเงื่อนไข ที่สรรพากรได้กำหนดเอาไว้

สำหรับเรื่องภาษี ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะยังมี อีกมากมายและรายละเอียด อีกยิบย่อย ที่คนทำธุรกิจและไม่ทำธุรกิจต้องควรจะรู้ ว่าการเสียภาษี ต้องทำอย่างไร โดยสามารถติดต่อ ได้โดยตรงกับกรมสรรพากร หรือสามารถ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์เวลาทำธุรกิจ จะได้ไม่ต้องกังวล ในเรื่องค่าปรับ และภาษีต่างๆ ซึ่งวันนี้เรา ก็มาเพียงแค่บทความเดียว เกี่ยวกับเรื่องภาษี และวันหน้า เราจะพูดถึงเรื่องอะไร มาคอยติดตามได้

autobet
Joker Gaming
Slot Pg
ใบกำกับภาษี คือ